วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ฟุตบอล (football) หรือ ซอกเกอร์ (soccer) เป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีมระหว่างสองฝ่าย ฝ่ายละ 11 คน ซึ่งฟุตบอลนั้นนับว่าเป็นกีฬาที่นิยมมากที่สุดในโลกกีฬาหนึ่ง กีฬาฟุตบอลจะเล่นภายในสนามฟุตบอลที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีผู้รักษาประตูยืนอยู่ที่ตำแหน่งปลายสุดของสนามในแต่ละด้าน ในระหว่างการแข่งขัน ทั้งสองฝ่ายพยายามเตะลูกฟุตบอลเข้าสู่เขตประตูของฝ่ายตรงข้าม เมื่อหมดเวลาการแข่งขันฝ่ายที่ได้คะแนนสูงกว่าจะเป็นผู้ชนะ ซึ่งถ้าคะแนนเท่ากันอาจจะมีการตัดสินให้เสมอ หรืออาจจะให้มีการต่อเวลาพิเศษหรือทำการยิงลูกโทษตัดสิน ฟุตบอลนิยมเล่นโดยใช้เท้าเป็นหลัก (ยกเว้นผู้รักษาประตู) และผู้เล่นสามารถใช้ส่วนอื่นของร่างกายเพื่อช่วยในการเล่นได้ไม่ว่าใช้หัวโหม่งลูกบอลหรือใช้ลำตัวพักบอล แต่ห้ามให้มือและส่วนแขนที่ต่ำกว่าศอกลงมา ยกเว้นผู้เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูซึ่งสามารถใช้มือได้เมื่ออยู่ในเขตประตูของฝ่ายตัวเอง
ฟุตบอลอังกฤษเป็นต้นกำเนิดของฟุตบอลในปัจจุบัน โดยกฎกติกาส่วนใหญ่ถูกกำหนดขึ้นในปี พ.ศ. 2406 (ค.ศ. 1863) และต่อมากติกาฟุตบอลได้อยู่ภายใต้การดูแลของ ฟีฟ่า หรือสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ที่เป็นองค์กรระดับนานาชาติที่มีการจัดแข่งขันฟุตบอลที่สำคัญหลายรายการ ที่สำคัญได้แก่ ฟุตบอลโลก ฟุตบอลเยาวชนโลก ฟุตบอลสโมสรโลก และการแข่งขันอื่นในระดับภูมิภาค
ประวัติตะกร้อ ในประเทศไทย*
ประวัติ ในประเทศไทย
ในสมัยโบราณนั้นประเทศไทยเรามีกฎหมายและวิธีการลงโทษผู้กระทำความผิด โดยการนำเอานักโทษใส่ลงไปในสิ่งกลมๆที่สานด้วยหวายให้ช้างเตะ แต่สิ่งที่ช่วยสนับสนุนประวัติของตะกร้อได้ดี คือ ในพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาของรัชกาลที่ 2 ในเรื่องมีบางตอนที่กล่าวถึงการเล่นตะกร้อ และที่ระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเขียนเรื่องรามเกียรติ์ ก็มีภาพการเล่นตะกร้อแสดงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้
โดยภูมิศาสตร์ของไทยเองก็ส่งเสริมสนับสนุนให้เราได้ทราบประวัติของตะกร้อ คือประเทศของเราอุดมไปด้วยไม้ไผ่ หวายคนไทยนิยมนำเอาหวายมาสานเป็นสิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงการละเล่นพื้นบ้านด้วย อีกทั้งประเภทของกีฬาตะกร้อในประเทศไทยก็มีหลายประเภท เช่น ตะกร้อวง ตะกร้อลอดห่วง ตะกร้อชิงธงและการแสดงตะกร้อพลิกแพลงต่างๆ ซึ่งการเล่นตะกร้อของประเทศอื่นๆนั้นมีการเล่นไม่หลายแบบหลายวิธีเช่นของไทยเรา การเล่นตะกร้อมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาตามลำดับทั้งด้านรูปแบบและวัตถุดิบในการทำจากสมัยแรกเป็นผ้า , หนังสัตว์ , หวาย , จนถึงประเภทสังเคราะห์ ( พลาสติก )
ความหมาย คำว่าตะกร้อ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ . ศ . 2525 ได้ให้คำจำกัดความเอาไว้ว่า " ลูกกลมสานด้วยหวายเป็นตา สำหรับเตะ " วิวัฒนาการการเล่น
การเล่นตะกร้อได้มีวิวัฒนาการในการเล่นมาอย่างต่อเนื่อง ในสมัยแรกๆ ก็เป็นเพียงการช่วยกันเตะลูกไม่ให้ตกถึงพื้นต่อมาเมื่อเกิดความชำนาญและหลีกหนีความจำเจ ก็คงมีการเริ่มเล่นด้วยศีรษะ เข่า ศอก ไหล่ มีการจัดเพิ่มท่าให้ยากและสวยงามขึ้นตามลำดับ จากนั้นก็ตกลงวางกติกาการเล่นโดยเอื้ออำนวยต่อผู้เล่นเป็นส่วนรวม อาจแตกต่างไปตามสภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ แต่คงมีความใกล้เคียงกันมากพอสมควร
ตะกร้อนั้นมีมากมายหลายประเภท เช่น
- ตะกร้อข้ามตาข่าย - ตะกร้อลอดบ่วง - ตะกร้อพลิกแพลงเป็นต้น
เมื่อมีการวางกติกาและท่าทางในการเล่นอย่างลงตัวแล้วก็เริ่มมีการแข่งขันกันเกิดขึ้นในประเทศไทยตาม ประวัติของการกีฬาตะกร้อตั้งแต่อดีตที่ได้บันทึกไว้ดังนี้
พ . ศ . 2472 กีฬาตะกร้อเริ่มมีการแข่งขันครั้งแรกภายในสมาคมกีฬาสยาม
พ . ศ . 2476 สมาคมกีฬาสยามประชุมจัดร่างกติกาในการแข่งขันกีฬาตะกร้อข้ามตาข่ายและเปิดให้มีการแข่งขันในประเภทประชาชนขึ้นเป็นครั้งแรก
พ . ศ . 2479 ทางการศึกษาได้มีการเผยแพร่จัดฝึกทักษะในโรงเรียนมัธยมชายและเปิดให้มีแข่งขันด้วย
พ . ศ . 2480 ได้มีการประชุมจัดทำแก้ไขร่างกฎระเบียบให้สมบูรณ์ขึ้น โดยอยู่ในความควบคุมดูแลของ เจ้าพระยาจินดารักษ์ และกรมพลศึกษาก็ได้ออกประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ
พ . ศ . 2502 มีการจัดการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 1 ขึ้นที่กรุงเทพฯ มีการเชิญนักตะกร้อชาวพม่ามาแสดงความสามารถในการเล่นตะกร้อพลิกแพลง
พ . ศ . 2504 กีฬาแหลมทองครั้งที่ 2 ประเทศพม่าได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขัน นักตะกร้อของไทยก็ได้ไปร่วมแสดงโชว์การเตะตะกร้อแบบพลิกแพลงด้วย
พ . ศ . 2508 กีฬาแหลมทองครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ได้มีการบรรจุการเตะตะกร้อ 3 ประเภท เข้าไว้ในการแข่งขันด้วยก็คือ
- ตะกร้อวง - ตะกร้อข้ามตาข่าย - ตะกร้อลอดบ่วง
อีกทั้งมีการจัดประชุมวางแนวทางด้านกติกาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อสะดวกในการเล่นและการเข้าใจของผู้ชมในส่วนรวมอีกด้วย
พอเสร็จสิ้นกีฬาแหลมทองครั้งที่ 3 กีฬาตะกร้อได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก บทบาทของประเทศมาเลเซียก็เริ่มมีมากขึ้น จากการได้เข้าร่วมในการประชุมตั้งกฎกติกากีฬาตะกร้อประเภทข้ามตาข่าย หรือที่เรียกว่า " เซปักตะกร้อ " และส่งผลให้กีฬาตะกร้อข้ามตาข่าย ได้รับการบรรจุเข้าในการแข่งขันกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 จนถึงปัจจุบัน

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง

“เศรษฐกิจพอ เพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและการบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อยุคโลกาภิวัฒน์ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวัง อย่างยิ่งในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผน และการดำเนินการทุกขั้นตอนและขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน มีความเพียรพยายามมีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี” (เกษม วัฒนชัย,2548,

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ประวัติของเศรษฐกิจพอเพียง

ที่มาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517และภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ได้ ทรงเน้นย้ำเป็นแนวทางการแก้ไขเพื่อใหรอดพ้นและสามารถดำรงได้อย่างมั่นคงและ ยั่งยืนภายใต้และโลกาภิวัฒน์

และความเปลี่ยนแปลงต่างๆแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ ฉบับที่9( พ.ศ. 2545-2549) และได้จัดทำเป็นบทความเรื่อง''ปรัชญาของความเศรษฐกิจพอเพียง'' เมื่อวันที่22 ต.ค. 2542

ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง

พระราชดำรัส ใครว่าเราเชยก็ช่างเขา

ขอให้เราพออยู่พอกินและมีไมตรีจิตต่อกัน

เชย = ไม่โมเดิร์น

พออยู่พอกิน = พอเพียง ไม่จนกันทั่วหน้า

โมเดิร์น หมายถึง เศรษฐกิจกระแสหลักที่สร้างความร่ำรวย

เศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นทั้ง

๑) แนวทาง ที่ไม่ใช่แนวทางสร้างความร่ำรวย แต่เป็นแนวทางแห่งความพอเพียง หรือแนวทางขจัดความยากจน

๒) บอกสภาพว่าหายจนกันทั่วหน้า พออยู่พอกิน

๓) ไม่ใช่เฉพาะเศรษฐกิจแบบตัวใครตัวมันเท่านั้น แต่เป็นสังคมที่มีไมตรีจิตต่อกันด้วย

เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) เป็น ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนิน ชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดรวมถึงการพัฒนาและบริหารประเทศ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ทางสายกลาง คำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจที่หลากหลายและไม่ชัดเจน ถึงความหมายและหลักแนวคิดที่แท้จริงของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จึงได้จัดทำหนังสือเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไรขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะอธิบายความหมายของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งกรอบแนวคิดของหลักปรัชญาฯ ที่มุ่งเน้นความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา อันมีคุณลักษณะ ที่สำคัญ คือ สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ ตลอดจนได้อธิบายคำนิยามของความพอเพียง ที่ประกอบด้วย ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ภายใต้เงื่อนไขของการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมที่ต้องอาศัยเงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม

ลักษณะเศรษฐกิจพอเพียงจึงมีความพอเพียง ๕ ดังนี้

(๑) เศรษฐกิจพอเพียง

หายจน พออยู่พอกินถ้วนหน้า

(๒) สังคมพอเพียง

คิดถึงการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่ตัวใครตัวมัน มีไมตรีจิตต่อกัน เป็นสังคม รู้รักสามัคคี ไม่เบียดเบียนและทำร้ายกัน

(๓) ทรัพยากรธรรมชาติพอเพียง

อนุรักษ์และเพิ่มพูนทรัพยากรธรรมชาติ มีการใช้อย่างเป็นธรรม และยั่งยืน

(๔) มีปัญญาพอเพียง

ไม่โลภ มีไมตรีจิต พึ่งตนเอง วิริยะ อนุรักษ์ทรัพยากร

(๕) มีระบบการศึกษาที่สร้างปัญญาพอเพียง (มหาวิชชา) อย่างต่อเนื่อง

ต้องมีระบบการศึกษาที่ป้องกันคนกลับไปตกอยู่ในโมหภูมิอีก การมีแค่มหาวิทยาลัยสอนความรู้ไม่พอ แต่ต้องเป็นมหาวิชชาที่นำคนออกจากโมหภูมิ

ลักษณะสังคม ๕ ประการ หรือ เบญจลักษณ์ดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นสังคมที่ขจัดความยากจน และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีพระมหาชนกจึงสามารถนำมาเป็นหลักในการทำยุทธศาสตร์ขจัดความยากจนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้

๑. ตัวทำลายเศรษฐกิจพอเพียง

ตัวทำลายเศรษฐกิจพอเพียง คือ ทุนนิยมข้ามชาติที่อาศัยโลภจริตเป็นตัวขับเคลื่อนและใช้อำนาจและเครื่องมือไปบีบบังคับให้ประเทศต่างๆ เปิดเสรีให้ทุนขนาดใหญ่เข้าไปทำการได้อย่างเสรี ก่อให้เกิดการทำลายเบญจลักษณ์ที่ กล่าวถึงข้างต้น กล่าวคือ

(๑) ทำลายเศรษฐกิจพอเพียง

ช่องว่างทางเศรษฐกิจถ่างกว้างมากขึ้นๆ

(๒) ทำลายสังคมพอเพียง

สังคมแตกสานซ่านเซ็น ตัวใครตัวมัน ทำร้ายแย่งชิงกัน

(๓) ทำลายทรัพยากรพอเพียง

ทำลายทรัพยากรเพื่อเปลี่ยนไปเป็นเงิน จะได้ดูดได้ง่าย ๆ

(๔) ทำลายปัญญาพอเพียง

ทำให้เกิดความโลภ แย่งชิงกันหวังพึ่งพิงต่างชาติ ไม่ใช้ความเพียร อันบริสุทธิ์ หวังรวยทางรัด

(๕) มีระบบการศึกษาที่ส่งเสริมให้คนทั้งปวงตกอยู่ในโมหภูมิ


แหล่งอ้างอิง

http://www.pyo.nu.ac.th



ประโยชน์เศรษฐกิจพอเพียง

ประโยชน์เศรษฐกิจพอเพียง

1. ให้ประชาชนพออยู่พอกินสมควรแก่อัตภาพในระดับที่ประหยัด ไม่อดอยากและเลี้ยงตนเอง
ได้ตามหลักปรัชญาของ “เศรษฐกิจพอเพียง”
2. ในหน้าแล้งมีน้ำน้อย ก็สามารถเอาน้ำที่เก็บไว้ในสระมาปลูกพืชผักต่าง ๆ ที่ใช้น้ำน้อยได้
โดยไม่ต้องเบียดเบียนชลประทาน
3. ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาลโดยมีน้ำดีตลอดปีทฤษฎีใหม่น้ำก็สามารถสร้างรายได้ให้ร่ำรวยขึ้นได้
4. ในกรณีที่เกิดอุทกภัยก็สามารถที่จะฟื้นตัวและช่วยตนเองได้ในระดับหนึ่ง โดยทางราชการ
ไม่ต้องช่วยเหลือมากเกินไป อันเป็นการประหยัดงบประมาณด้วย

ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
ผมได้นำเศรษฐกิพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน คือ
ปลูกผัหสวนครัวไว้กินเอง คือ ผักกาด (กะจ้อน) ผมได้สศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ
ผัก(กะจ้อน) ดังนี้


ชื่อพื้นเมือง :ผักกาดจ้อน
ชื่อผัก : ผักกาดกวางตุ้ง
ประโยชน์ :กินเป็นผักสด หรือใช้แกง ต้นอ่อนนิยมทำส้าผัก
ใช้ทำอาหาร : ผักกาดจอ






อาหารล้านนา -> ผักกาดจอ
แกงผักกาดจอ เป็นแกงผักกาดกวางตุ้ง ให้รสอร่อยและมากไปด้วยคุณค่าทางอาหาร นิยมรับประทานกับพริกแห้งทอด
ผักกาดจอ
เครื่องปรุง
หมูสามชั้น กระดุกซี่โครง 2 - 3 ชีด
ผักกวางตุ้ง (ผักกาดจ้อน)
น้ำมันพืช
กระเทียมสำหรับเจียว 2 หัว
เครื่องแกง
พริกแห้ง 2 - 3 เม็ด
กระเทียม 1 หัว
หอมหัวแดง 2 หัว
กะปิ 1 ช้อนชา
น้ำมะขามเปียก พอประมาณ
วิธีการปรุง
  1. โขลกเครื่องแกงเข้าด้วยกันพักไว้
  2. ล้างผักให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นๆ พอคำ
  3. ตั้งน้ำในหม้อให้เดือด ใส่เครื่องแกงที่โขลกแล้วลงไป ใส่หมูสามชั้นและซี่โครง ต้มให้เปื่อย
  4. ใส่ผักกาดลงไป คนให้ทั่ว เติมรสด้วยน้ำมะขามเปียก ให้มีรสเปรี้ยวพอประมาณ
  5. เมื่อผักสุกยกหม้อลง เจียวกระเทียมในกระทะ แล้วเทแกงจากหม้อลงไปในกระทะ คนให้ทั่วพอหอม แล้วยกลงตักรับประทานได้